My story..*

posted on 25 Oct 2007 19:54 by panasoho

เธอนั่งอยู่ข้างๆผม ตรงนี้ ตอนนี้ ผู้หญิงที่อยู่ในหัวใจของผมตลอดมา

ผมยาวสลวย ใบหน้าเรียวสวย ดวงตากลมโตแต่มีน้ำใสๆเอ่อล้นอยู่ แก้มเนียนสีชมพูตอนนี้มีน้ำใสๆเกาะอยู่

ร่างกายเธอสั่นสะท้าน ไม่แน่ใจว่าเพราะความเหน็บหนาวในยามดึกของฤดูที่แสนจะโรแมนติกนี้

หรือเป็นเพราะข้างในหัวใจเธอมันหนาวเหน็บเกินกว่าที่เธอจะอยู่คนเดียวได้กันแน่

เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว ผมยังนอนหลับอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา

เสียงโทรศัพท์มือถือผมดังลั่น ให้ตาย ผมกำลังจะด่าไอ้คนที่โทรมาไม่เป็นเวล่ำเวลา

แต่ตาผมกลับไม่สามารถปิดลงได้อีกเลยหลังจากเห็นชื่อของคนที่โทรเข้ามา

และยิ่งกว่านั้น ร่างกายผมกลับไม่สามารถล้มลงบนเตียงนอนได้อีก หลังจากได้ยินน้ำเสียงของเธอ

แม้ว่าเธอจะพยายามทำเสียงให้เข้มแข็งเพียงใด มันก็ไม่สามารถปกปิดความทุกข์ใจของเธอได้เลย

 

ผมพาตัวเองมานั่งอยู่ข้างๆเธอแล้ว ตอนนี้

ผมพาตัวเองมาพบน้ำใสๆในดวงตาของเธอ

มีคำถามมากมายในหัวของผม เธอเป็นอะไรกันนะ

แต่ผมเลือกที่จะเก็บคำถามนั้นไว้ก่อนดีกว่า ผมยังไม่อยากต้องรับรู้เรื่องราวเสียใจของเธอตอนนี้

ผมกลัวว่าผมเอง จะพลอยเจ็บไปด้วย

 

มือของผมบีบมือเธอไว้ หวังเพียงว่าความอบอุ่นมันจะแผ่ไปปกคลุมหัวใจเธอ

ให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

ตาเธอยังคงเหม่อมองไปที่ขอบฟ้าเบื้องหน้า

หรือว่าความหนาวเหน็บในจิตใจของเธอ มันยังไม่จางไป

ผมจะทำยังไงดี

ผมอยากทำให้เธอ ที่ผมรัก รู้สึกดีขึ้นมากกว่านี้

ผมทำได้เพียงกุมมือนั้นเอาไว้ มือที่แสนเย็นเฉียบ

แม้เธอจะตอบรับด้วยการกดมือเธอลงบนมือผมเบาๆ

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้น้ำในตาเธอหยุดไหลได้

และมันคงไม่ได้ทำให้ความหนาวเหน็บในใจเธอจางลงไป

 

มืออีกข้างของเธอ เริ่มขยับขึ้นมาเพื่อเช็ดน้ำตาแล้ว

ดวงตาของเธอเริ่มมีประกายส่องสว่างอีกครั้ง เธอคิดอะไรอยู่นะ

อากาศกำลังเริ่มอบอุ่นขึ้น มือเย็นเฉียบเริ่มมีเหงื่อซึม ผมรับรู้ได้ว่าตอนนี้เธอกำมือผมแน่น

ผมทำได้เพียงจับมือเธอตอบ ส่งผ่านทุกอย่างผ่านทางความรู้สึกอันน้อยนิดนี้

 

อะไรกันที่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น

"ขอบใจนะที่มาเป็นเพื่อน ขอบใจนะที่ไม่ยอมปล่อยมือ"

ผมยิ้มตอบให้กับคำนั้นของเธอ

บางที การที่เธอมีใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง อาจทำให้ความรู้สึกหนาวเหน็บในจิตใจเธออุ่นขึ้นมา

 

มองไปที่ขอบฟ้า จากความมืดมิดของยามค่ำคืน เริ่มมีแสงสีทองโผล่ขึ้นมาบ้างแล้ว

อากาศที่เหน็บหนาวเริ่มอุ่นขึ้น

หวังว่าภายในจิตใจเธอคงอุ่นขึ้นบ้าง

หวังว่าพรุ่งนี้ของเธอจะมาถึงพร้อมแสงสว่าง

ผมจะไม่ถาม ถึงเรื่องที่เธอทุกข์ใจ

ผมจะไม่ถาม เรื่องที่เธอไม่อยากตอบ

แต่ผมจะกลับมาอยู่เคียงข้างเธอ ทุกครั้ง ที่เธอต้องการ

 

sorry world..*

posted on 20 Oct 2007 21:11 by panasoho

 

**..ถ้าฉันเป็นคำขอโทษที่ต้องข้ามน้ำไปหาเธอ..**

**.. เธอคงเป็นคำให้อภัยที่จะมองฉันจมน้ำไปอย่างเย็นชา..**

ในโลกนี้ยังมี P a T T i U s AND L i T T L e M o o N อยู่ไหม

Pattarawut Paopimon

**อย่าฟุ้งซ่านได้ป่ะนิว ดีมั๊ย ลืมดีมั๊ย

เออ อีสามัญสำนึก ถ้ากูลืมได้ กูทำนานแล้ว

**แล้วจะยังทนอยู่มั๊ย หรือตัดสินใจท้อไปแล้ว

ไม่ท้อหรอก แต่เจ็บปวด อีสามัญสำนึกมึงก็ได้แค่คิด เจ็บแทนกูมั๊ย

ถึงที่พยายามไปมันจะดูไร้ความหมาย

แต่ก็ยังมีคุณค่ามากมายมากกว่าการกลับไปอยู่ในโลกที่เลวร้าย

..เพียงลำพัง..

[ ขัดอารมณ์ไม่ย่อภาพ ]

[ แต่ตอนนี้ไม่อยู่ในสภาวะปกติ อาจจะใช้เวลาชาตินี้ทั้งชาติเพื่อคืนสภาพ ]

**ที่อยากทำที่สุดตอนนี้ เดินไปเอารองเท้าตบเรียกสตินิสิตแพทย์ไง

ตะโกนถามมันไปดังๆ เป็นเหี้ยอะไรนักหนาห๊า..

เมื่อไหร่จะหายบ้า ตกลงเราทั้งคู่ตอแหลต่อกันมาพอยัง

ถ้าพอแล้วก็มาเคลียร์ความรู้สึกซะที

แล้วถ้าจะมาเถียงกูว่าเคลียร์แล้ว

จะด่ากลับไป ไอ้ตอแหล!

พูดดีๆแล้วนะ  ทำทุกอย่างดีๆแล้วนะ ด่ากูบ้าใช่มั๊ย

ถ้ากูบ้าแล้วมึงอะไร ไม่บ้ากว่ากูรึไง ดังชัดพอมั๊ย

มึงกำลังทำและเป็นเหี้ยอะไรอยู่

กูพูดคำหยาบอีกแล้วใช่มั๊ย กูพูดดีๆมา 1 เดือนกับอีก 6 วันแล้ว

ถ้ายังมีคนไม่เลิกกระแดะ แด๊ดแด๋ เดี๋ยวได้มีคนตาย

แล้วนี่เป็นไรกับเด็ก ม.รังสิต นักหนาห๊า...

รู้สึกเป็นเรื่องที่ไรถึงพวกเอาคนสถาบันนั้นมาเกี่ยวจัง

เดี๋ยวกูจะไปเผาฟิวส์ทิ้งซักวัน กระแดะ ตอแหล พูดภาษาคนด้วยกันไม่รู้เรื่อง

ทั้งกูและมึงเลย จะตายรึไงฮะ..อะไรนะ มึงไม่ตาย

เออ กูตายเอง เหี้ยไรนักหนา ไม่อึดอัดบ้างรึไงกับสงครามเย็น

แน่จริงพูดมาเดะ ไม่ได้รักแล้ว พูดมาเดะไม่รู้สึกแล้ว

พูดมาเดะว่าถ้าเกิดเจอกูไปฟัดใครอยู่จะไม่รู้สึกหึงในใจ

กูจะเอาความรู้สึกในใจไม่ใช่การกระทำ..

อย่าพูดเดะ รักไม่ลง กูน่ารังเกียจ กูตอแหล กูเหี้ย กูเลว..

นอกเรื่องตลอด เฉไฉตลอด เริ่มมีคนจี้ใจดำก็หนีตลอด

ทิฐิกับฟอร์มแดกกับข้าวได้มั๊ย

หรือที่เรียนไปเรียนแค่เป็นหมอ ไม่ได้เรียนเป็นคนรึไง

ชริ.. สันดาน กูไม่ได้ด่ามึง กูด่าตัวกูเอง

กับคนที่มึงไปดูหนังด้วย เออ ด่ากูใช่มั๊ย เออมึงด่ากู

กูด่ามันด้วย คนที่มึงไปดูหนังด้วยนั่นแหละ ไม่ใช่ใคร...

กูด่าทำไมใช่มั๊ย กูหึงไง แค่นี้โง่คิดไม่ออกเหรอ ลาออกจากหมอไป๊...

หึงอ่ะเข้าใจมั๊ย กูไม่ชอบไง

แล้วกูจะหยาบคายทำไมใช่มั๊ย ก็พูดดีๆแล้วไม่เข้าใจไง

ต้องกระตุ้นด้วยของหนัก ...สันดาน ไม่ต้องซิมมิ กูไม่ได้ด่ามึง กูด่าตัวกูเอง

ตอแหล .. เออ กูด่าตัวกูเอง

รักมึง อันนี้กูบอกมึง เหี้ย ฟังไว้ซะ..

รักอ่ะ เข้าใจมั๊ย ไม่ได้ยากอะไร

อะไรนะ....มึงไม่มีสิทธิ์ชอบใครทั้งนั้นอ่ะ บอกแล้ว

ถ้าเลือกแล้วไม่มีโอกาสเปลี่ยนใจ

อะไรน๊ะ..กูกับมึงไปขอบฟ้าด้วยกันไม่ได้ โฮะ..มึงจะเบี้ยวไม่ไปก่ากูอ่าเดะ

กูจะลากไปด้วย จะทำไมห๊ะ!...

กูพล่ามทำไมใช่มั๊ย กูรักมึงไง

ไม่เอาสรรพนามใช่มั๊ย

เผ่าพิมล รัก ภัทรวุฒิ ไง..ชัดมั๊ย เอาไมค์ป่ะ

กูทำเพื่ออะไรใช่มั๊ย เป็นห่วงไง กูขอโทษไง เข้าใจมั๊ย กูขอโทษ..

แล้วกูจะพร่ำเพ้อเพื่ออะไร..ร้องไห้ทำแม่ไร

กูเจ็บที่มึงแคร์เขาเข้าใจมั๊ย

กูเหม่อหาอะไร คิดถึงมึงไง ชัดมั๊ย....

แล้วที่ทำทั้งหมดเพื่ออะไร ไม่คิดถึงตัวเองเพื่ออะไร

เหตุผลง่ายๆ..กูรักมึง

 

L i T T L e M o o N..*

edit @ 20 Oct 2007 21:28:25 by **..เพียงครึ่ง พระจันทร์..**

edit @ 20 Oct 2007 21:48:12 by **..เพียงครึ่ง พระจันทร์..**

my ebola virus..*

posted on 13 Oct 2007 18:13 by panasoho

 

 ทำไมต้องเขียนถึงไวรัส ชนิดนี้ ถ้าคุณงง แล้วซักวันคงมีคนเข้าใจ เบื่อ เหงา เซ็ง จะเป็นอะไรก็เป็นซักอย่าง ทรมาน

ไวรัสอีโบลา (Ebola hemorrhagic fever)

ข้อมูลวิชาการ :  อีโบลาเป็นโรคที่มีความรุนแรงมากที่สุดโรคหนึ่ง  มีอัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 50-90

เชื้อสาเหตุ : ไวรัสอีโบลา (Ebola virus) ปัจจุบันพบไวรัสอีโบลารวม 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ซาอีร์   ซูดาน   เรสตัน   และสายพันธุ์ใหม่ซึ่งพบที่ไอโวรี่ โคสท์

แหล่งรังโรค : ยังไม่ทราบแน่ชัด  แต่คาดว่าสัตว์ป่าในป่าฝนหรือป่าร้อนชื้นของอัฟริกาและเอเซีย น่าจะเป็นแหล่งรังโรค  ขณะนี้กำลังมีการศึกษาในเรื่องนี้อยู่ในสาธารณรัฐคองโก และไอโวรี่ โคสท์ และเชื่อว่าลิงเป็นแหล่งโรค  โดยลิงได้รับเชื้อมาก่อน แล้วจึงแพร่เช้อมาสู่คนอีกต่อหนึ่ง

การติดต่อ : ติดจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด  สารคัดหลั่ง  อวัยวะภายใน  และอสุจิของผู้ป่วย (อาจมีเชื้อนานถึง 7 สัปดาห์หลังหายป่วย)  การแพร่มักเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ป่วยอาเจียนเป็นเลือด   และมีเลือดออกจากทวารต่างๆ และพบการติดเชื้อจากการจับต้องซากลิงซิมแปนซีในการระบาดที่ไอโวรี โคสท์  และกาบอง

ระยะฟักตัว  :  2 ถึง 21 วัน

อาการ : ไข้สูงทันทีทันใด  อ่อนเพลีย  ปวดกล้ามเนื้อ  ปวดศีรษะ  เจ็บคอ  ตามด้วยอาเจียน  ท้องเสีย  มีผื่นตามผิวหนัง  ตับและไตวาย  และอาจพบอาการของระบบประสาทส่วนกลางด้วย  ในช่วงท้ายๆ จะมีเลือดออกทั่วไปตามอวัยวะภายใน  ปาก  และจมูก

การวินิจฉัย : เป็นเชื้อที่ต้องตรวจวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการพิเศษ  ที่มีมาตรการชีวนิรภัยระดับ 4 ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันการติดเชื้อระดับสูงสุด  ใช้การตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ หรือการแยกเชื้อจากเลือด  ขณะนี้ยังไม่มีการผลิตชุดตรวจวินิจฉัยโรคนี้ออกจำหน่าย

การควบคุมการระบาด :

  1. จัดห้องแยกรักษาผู้ป่วยและใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อเข้มงวด ร่วมไปกับเทคนิก การป้องกันการแพร่หรือการติดเชื้อในโรงพยาบาล  โดยการใช้เครื่องป้องกันชนิดพิเศษ เช่น ชุดกาวน์ยาวกันน้ำได้  ผ้าปิดจมูก  แว่นตากันเชื้อ  หมวก  ถุงมือยาว  ผ้ากันเปื้อน  รองเท้าบู๊ทยาว  และต้องจัดห้องแยกผู้ป่วยที่ติดป้ายห้ามเข้าให้เห็นชัดเจน  มีอ่างล้างมือหน้าห้อง  เป็นตน
  2. บุคลากรที่สงสัยว่าติดเชื้อ ต้องอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยการวัดอุณหภูมิร่างกายวันละ 2 ครั้ง  ถ้ามีไข้สูงกว่า 38.3 องศาเซลเซียส  ต้องแยกเพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาทันที
  3. การติดตามค้นหาผู้ป่วยรายใหม่และผู้สัมผัสโรคนาชุมชนอย่างเร่งด่วน และเฝ้าระวังผู้สัมผัสโรคนาน 3 สัปดาห์  ถ้ามีไข้ต้องรีบรายงานตัวทันที
  4. เกณฑ์ชี้วัดการสิ้นสุดการระบาด  ใช้การเฝ้าระวังเชิงรุกนับจากพบผู้ป่วยรายสุดท้ายเป็นเวลาอย่างน้อย 42 วัน  (สองเท่าของระยะฟักตัว)  แล้วไม่พบผู้ป่วยรายใหม่

การป้องกันการแพร่โรคเข้าประเทศ  :   เข้มงวดการนำเข้าลิงจากพื้นที่เกิดโรค และการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์การระบาดในต่างประเทศ  องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ห้ามการเดินทางเข้าหรือออกจากประเทศช่วงเกิดการระบาด  และเห็นว่าการใช้มาตรการทั่วๆ ไปสำหรับการป้องกันโรคติดต่อระหว่างประเทศก็เพียงพอแล้ว  เช่น การสังเกตอาการผู้โดยสารในเที่ยวบินจากประเทศเกิดโรค  การให้คำแนะนำเรื่องบริการรักษาพยาบาล  และสามารถติดตามได้หากมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น

ประวัติการระบาด

 โรคไข้เลือดออกอีโบลา  มีการระบาดเกิดขึ้นในเขตชนบทใกล้ป่าฝนหรือป่าร้อนชื่นในทวีปอัฟริกา  นับรวมถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยแล้วมากกว่า 1,500 ราย  และเสียชีวิตมากกว่า 1,000 ราย

  1. ปี พ.ศ.2519 : ในช่วงกลางปี เกิดการระบาดครั้งแรกที่เมืองซารา (Nzara) ทางตอนใต้ของซูดาน  เกิดจากเชื้อ ไวรัสอีโบลาซูดาน (Ebola-Sudan) มีผู้ป่วยมากกว่า 284 ราย  เสียชีวิต 117 ราย (อัตราป่วยตายร้อยละ 41)
  2. ต่อมาในช่วงปลายปีเดียวกัน   ห่างออกไปประมาณ 800 ไมล์     เกิดการระบาดที่เมืองยากูบุ (Yamkubu) ทางตอนเหนือของซาอีร์  (ปัจจุบัน คือ สาธารณรัฐคองโก)   เกิดจากเชื้อ ไวรัสอีโบลา  ซาอีร์  (Ebola-Zaire) มีผู้ป่วย 318 ราย เสียชีวิต 280 ราย (อัตราป่วยตายร้อยละ 88)
  3. ปี พ.ศ.2522 :  ระบาดในพื้นที่เดิมของซูดาน ป่วย 32 ราย ตาย 22 ราย (อัตราป่วยตายร้อยละ 68)
  4. ปี พ.ศ.2532-33  :  พบการระบาดในลิง Cynomologous จากฟิลิปปินส์ที่นำเข้าสหรัฐอเมริกา มีลิงป่วยและตายหลายตัว จากการตรวจซีรั่มของผู้ดูแลลิงในช่วงการขนส่ง  พบมีการติดเชื้อ (มีแอนติบดดี)   อย่างน้อย 4 คน   แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต    ผลการแยกเชื้อจากลิงที่กักขังไว้สังเกตอาการที่เมืองเรสตัน (รัฐเวอร์จิเนีย)   พบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า อีโบลาเรสตัน (Ebola-Reston)  ซึ่งทำให้องค์การอนามัยโลกต้องออกมาเตือนทุกประเทศให้เข้มงวดการนำเข้าลิง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิงจากทวีป อัฟริกาและเอเซีย
  5. ปี พงศ.2538 :  มีการระบาดใหญ่อีกครั้งในซูดาน  ที่เมืองคิกวิท (Kikwit) ป่วย 315 ราย ตาย 244 ราย (อัตราป่วยตายร้อยละ 77)  มีบุคลากรที่ติดเชื้อขณะดุแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลอีกครั้ง  องค์การอนามัยโลกและศูนย์ป้องกันควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกาที่เมืองแอตแลนตา  ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญไปศึกษาด้านระบาดวิทยา และช่วยควบคุมการระบาด
  6. ต่อมามีการระบาดเล็กประปรายในประเทศอื่นๆ    เช่น ไอโวรี่ โคสท์     (มีผู้ป่วยยืนยัน 1 ราย และลิงซิมแปนซีป่วยหลายตัว พบสายพันธุ์ใหม่  ซึงยังไม่มีข้อมูลการศึกษามากนัก)  และกาบอง  พบการระบาดครั้งแรกในปี 2537 และระบาดอีก 2 ครั้งในปี 2539
  7. ปี 2543-2544  :  เกิดการระบาดครั้งแรกในยูกันดา  ที่เมืองกูลู (Gulu)  และเมืองบารารา (Mbarara) อยู่นานราว 5 เดือน  มีผู้ป่วยมากกว่า 426 ราย เสียชีวิต 224 ราย  (อัตราป่วยตายร้อยละ 52.6)
  8. ปลายปี 2544   :   เกิดไข้เลือดออกอีบาระบาดในหมู่บ้านชายแดนของกาบอง     (ป่วย 18 ราย) และสาธารณรัฐคองโก (ป่วย 12 ราย)  รวมมีผู้ป่วยยืนยัน (confirmed case) 30 ราย เสียชีวิต 22 ราย  และมีผู้สัมผัส (สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย) อีก 182 ราย  ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2545  มีการระบาดในคองโกอีก  และในขณะนี้ (กุมภาพันธ์ 2546) กำลังมีการระบาดของโรคที่สงสัยว่าเป็นอีโบลาทางตอนเหนือของคองโก  ใกล้ชายแดนกาบอง  ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 38 ราย)

 

L i T T L e M o o N..*

edit @ 13 Oct 2007 18:20:16 by **..เพียงครึ่ง พระจันทร์..**